User Name :
  Password :

จำนวนสมาชิก 17,309 คน
จำนวนรถ 4,727 คัน

ออนไลน์ 1 คน

รายนามขาเม๊าท์ (0)
  - ไม่มีคนเม๊าท์

Currency Convert



website monitoring
Article

Article Menu
How to choose 2nd-Hand car
จะซื้อรถมือสอง ต้องทำอะไรบ้าง: โดย เอื้อย [4 ม.ค. 2547 , 14:21:20 น.]

เห็นพักนี้มีคนถามหารถมือสองกันเยอะ เลยลองๆนั่งเขียนดูจากประสบการณ์ส่วนตัว กับถามๆเค้ามาบ้าง ถ้ามีตรงไหนที่เพื่อนๆช่วยเพิ่มเติม แก้ไขให้ด้วย ก็จะขอบคุณเป็นอย่างสูง จะได้ช่วยกันๆ แล้วก็จะเรียบเรียงไปใส่ไว้ใน Article ค่ะ

ก่อนอื่นเลย คงต้องบอกว่าต้อง “ทำใจ” ไอ้ที่จะซื้อมาแล้วไม่มีการซ่อมเลยน่ะ เป็นไปไม่ได้ ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่า มือสอง หรือ ฝาหรั่ง เรียก Used Car ก็ของใช้มาแล้ว ก็ต้องมีพังมีสึก มีหรอ บ้างเป็นธรรมดา ทีนี้จะทำไงล่ะ ถึง จะซ่อม “น้อย” ที่สุด หรือ ซ่อมอย่างมีความสุข

เลือกรถมือสอง ต้องใจเย็นๆ

นี่คือกฎข้อแรก ส่วนใหญ่เมื่อเราตัดสินใจจะไปซื้อเนี่ย เรามีความชอบอยู่แล้วเป็นทุนเดิม อาจเป็นความประทับใจในวัยเด็ก เห็นแล้วรักเลย หรือเห็นของเพื่อนขับมาตอนหนุ่มๆ พอมีตังค์เองแล้วยังอยากได้อยู่ รถก็สูงอายุขึ้นไป 6-7 ปีแล้ว ฉะนั้น มันก็เลยมีความ “อยากได้มาก” เป็นทุนเดิมอยู่ ฉะนั้น อย่ารีบปักใจ ตกลงปลงใจ ควักกระเป๋าจ่ายมัดจำ เลือกให้มากเข้าไว้ก่อน เปรียบเทียบมันดูหลายๆคัน ลองขับ ใครไม่ให้ลองขับไม่ต้องสนใจ แสดงว่าไอ้นี่ไม่จริงใจขาย ไม่น่าเชื่อถือ

แล้วจะเลือกจะดูมันยังไงดี

1. ตัวถัง โครงสร้าง ดูได้ด้วยตาปล่าว เปิดกระโปรง ก้มดูคานหน้า หม้อน้ำ มีรอยดัดแปลงตัดแต่งมารึปล่าว แถวๆหัวช็อคมีรอยอาร์ค รอยตัดต่อมั้ย ฝากระโปรง ดูที่ตะเข็บรอยพับด้านใน ปกติถ้าไม่เคยซ่อมเลย รอบพับจะนูนๆกดแล้วหยุ่นๆนิดๆ แต่ถ้าตัดออกไปซ่อมแล้ว ก็จะเรียบๆแบนๆ บางคนละเอียดขนาดสั่งช่างว่าตอนซ่อมตรงตะเข็บต้องทำด้วยให้ยิงซิลิโคนเข้าไปในตะเข็บให้มันนูน ก็ใช้ลองเปรียบเทียบดูกับจุดอื่น ที่บานประตูซ้าย-ขวา หน้า-หลัง ฝากระโปรง เนี่ยดูให้หมด คงมีสักจุดละน่าที่ไม่ได้ชนมา อันนี้เป็นการดูเปลือกละว่าซ่อมสีมารึปล่าว หรือเอามาจอดที่สว่างๆมากๆ ดูสีก็ได้ว่ามันเรียบเสมอกันทั้งคันมั้ย ทีนี้ถ้ามันชนแค่ทำสีก็แล้วไป แต่ถ้าชนมาหนักล่ะ ดูยังไง ก็รอยตัดต่อตามตะเข็บโครงสร้างของรถนั่นแหละค่ะ ไล่มาตั้งแต่ คานหน้า คานข้าง เสา A เสา B เสา C หัวช็อคหลัง คานหลัง เลิกพรมท้ายรถดูว่ามีรอยทำสี ละอองสีบ้างมั้ย เห็นแล้วก็เงียบไว้ไม่ต้องไปพูดอะไร ตั้งหน้าตั้งตาดูต่อไป

2. ทดลองขับ ไม่ต้องขับเร็ว ขับช้าๆ จับอาการของรถ ฟังเสียงไปเรื่อย สังเกตุว่าตอนออกตัว เมื่อเข้าเกียร์ แล้ว ตอบสนองรถออกตัวทันทีมั้ย แล้วจับสังเกตว่าเมื่อเกียร์เปลี่ยน จากเกียร์ 1 ไป 2 นิ่มหรือไม่ ไม่ควรมีอาการกระตุก กระชากให้รู้สึก ตอนที่อยู่เกียร์ว่าง หรือ N รถหรือเครื่องสั่นมั้ย พอเหยียบคลัทช์ หรือ เข้า D แล้วหายสั่นรึปล่าว อันนี้ก็ไม่ยาก แค่ต้องเปลี่ยนยางแท่นเครื่องแค่นั้นละมัง ทีนี้ถ้าตอนจังหวะเข้าเกียร์แล้วเกียร์มันสั่นกราว เลย หรือกระตุก สันนิษฐานได้ ดังนี้ เกียร์ใกล้หมดอายุ(กรณีเกียร์ ออโต้) บางทีอาจมีอาการ ไฟ Hold กระพริบให้เห็นด้วยที่หน้าปัด แรงดันน้ำมันเกียร์เกิน เค้าอาจหวังดีไปถ่ายน้ำมันเกียร์มาให้ แต่แรงดันเกิน เกียร์ก็กระตุกได้ อีกข้อนึงคือ ชนมาหนัก คานเกียร์คด สั่นและกระตุกเหมือนกัน นั่นคือการจับอาการเกียร์

3. ต่อมาจับอาการเครื่องยนต์ การบังคับเลี้ยว และช่วงล่าง เอาละออกตัวไป เมื่อมีการเร่งเครื่องออกตัว เครื่องตอบสนองเราดีมั้ย รออะไรอยู่รึปล่าว สะอึกมั้ย เมื่อบังคับเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา พวงมาลัยตอบสนองการบังคับเลี้ยวนั้นมั้ย รู้สึกอาการสั่นขึ้นมาที่พวงมาลัยรึปล่าว พวงมาลัยดิ้นมั้ย แล้วเมื่อปล่อยมือ รถวิ่งตรงดีหรือไม่ เสียศูนย์รึปล่าว ฟังเสียงไปด้วยเวลาเลี้ยวได้ยินเสียงอืดๆๆ ด้วยหรือปล่าว เอ บุชพาวเวอร์หรือแร็คพวงมาลัยดีอยู่ไหมหนา แล้วเมื่อขับไป พวงมาลัยหนักเบาไม่เท่ากันมั้ย อาจมีปัญหาที่ปั๊มพาวเวอร์ได้ มีอีกอย่างที่ดูได้คือเมื่อเปิดฝาเครื่องยนต์ออกมา ให้ดูน็อต ที่ฝาเครื่องยนต์ ว่ามันเยิน โดนไขเข้าไขออกมาเยอะมั้ย ถ้ามีการเปิดฝา Overhaul มาแล้ว ก็เห็นรอยได้อย่างชัดเจน น็อตเดิมๆไม่ครบบ้าง เปลี่ยนน็อตใหม่หมดยกชุดบ้าง ท่อยางต่างๆ นิ่มแข็งประการใด ดูดูไว้ จะได้ประเมิณรายการซ่อมได้ว่าจะต้องเผื่อเงินไว้เท่าไหร่ ในการฟื้นฟูสภาพ ส่วนช่วงงล่างก็ลองดูว่าเวลาวิ่งมีอาการสั่นสะท้านผิดปกติหรือไม่ แข็งกระเด้งกระดอน จนออกนอกหน้ารึปล่าว ซึ่งถ้าเป็นแค่กระด้างจนออกนอกหน้า ก็ใช้เงินช่วยก็หาย คือยกมันทั้งสปริง ช็อคแอบซอร์เบอร์ ลูกหมาก ลูกยางดูดซับแรงกระแทก ใหม่ยกชุดก็หายขาด

4. ตรวจเช็คระบบไฟ ทั่วไปก็คือ ไฟทั้งหลาย ติดเป็นปกติดี วิทยุ ไฟประตู ไฟเบรก แล้วก็ระบบไฟเครื่องยนต์ เมื่อไปลองขับกลับมาจอดทิ้งไว้ อย่าเพิ่งดับเครื่อง ดูสิว่ารอบเครื่องยนต์กระพือวิ่งขึ้นวิ่งลงมั้ย เปิดกระโปรงดูสิ เครื่องยนต์เดินเรียบดีมั้ย แล้วพอดับเครื่อง เสร็จแล้ว สักแป๊บ สตาร์ทอีกที ฮั่นแน่ กระพือหรือสวิงจนดับไปเลยละป่าว อาจมีปัญหาเรื่องระบบสายไฟเครื่อง หรือระบบจ่ายไฟเครื่องก็ได้นะ

5. ระบบเบรก เนี่ยสำคัญ เช็คระยะการเบรก ว่าหยุดนิ่งที่ใกล้ไกล ขนาดไหน แต่ระบบเบรกส่วนใหญ่ไม่ซับซ้อน ออกมาเช็คตรวจสอบให้ละเอียด เปลี่ยนผ้าเบรก ถ่ายน้ำมันเบรก ตั้งระยะเบรก ก็โอเคเรียบร้อยดี

ซื้อออกมาแล้ว ทำอะไรมันอีก

สำคัญที่สุด ระบบเบรก เปลี่ยนเลยถ้ารถเตนท์ หรือไม่ทราบประวัติมาก่อน เปลี่ยนผ้าเบรก เช็คความหนาของจานเบรก เปลี่ยนน้ำมันเบรก ไล่ลมในหม้อลมเบรก อย่างอื่นเสียไม่เท่าไหร่ อย่างมากก็วิ่งไม่ได้แต่เบรกเสียนี่ อันตรายมาก มันวิ่งไม่หยุด

ยางรถยนต์ ก็สำคัญรถใช้มานานยางก็เสื่อมสภาพดอกสึกหรอหายไปเป็นธรรมดา ไอ้ถ้าดอกยางมันสึกง่ายหน่อย อ้อดอกหมด เปลี่ยนเลย แต่ถ้าดอกมันไม่สึกละ ยางพวกที่คอมปาวด์แข็งๆ ดอกจะไม่ค่อยสึก คงรูปสวยงามอยู่อย่างนั้น แต่หารู้ไม่ว่า นั่นแหละอันตราย เพราะความยืดหยุ่นของยางไม่มีแล้ว การเกาะถนนก็หลงเหลือน้อยเต็มที เจอน้ำ เจอผิวถนนที่ลื่นเข้าหน่อย ก็เหิน อันตรายอีกเหมือนกัน วิธีสังเกตคือ เสียงยางบดกับผิวถนนมันจะดังเข้ามาในรถเลย เปลี่ยนซะจะได้ไม่ต้องไปซ่อมอย่างอื่นที่แพงกว่ายาง 4 เส้น

ของเหลวทั้งหมด ถ้าหากเราไม่รู้ว่าเจ้าของเดิมทำไรมาบ้าง เพื่อเป็นการเริ่มต้นนับระยะ 1 ใหม่ ควรจะเปลี่ยนถ่ายของเหลวในรถทั้งหมด น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก น้ำมันพาวเวอร์ น้ำหม้อน้ำ น้ำยาแอร์ จะได้เหมือนเป็นการล้างระบบทั้งหมดไปในตัวด้วย

สายพานไทม์มิ่ง รถส่วนใหญ่กำหนดอายุเปลี่ยนสายพานไทม์มิ่งไว้ที่ 70,000 ถึง 1 แสนกิโลเมตร ทีนี้เมื่อเราซื้อรถมาจากเตนท์ ซึ่งก็ส่วนใหญ่เขี่ยเลขไมล์ไว้แถวๆ 70,000 กิโลเมตรนั่นแหละ ก็ควรที่จะเปลี่ยนซะเลย เพื่อป้องกันอาการขาดแล้วไปดับกลางทางให้เสียเวลาเสียอารมณ์ ส่วนมากรถมาสด้าเมื่อสายพานขาด จะดีไซน์ให้หลบวาล์ว ไม่ไปฟาดเจ้าวาวล์ทั้ง 16 ตัว ให้ต้องยกเครื่องใหม่แต่ประการใด ทีนี้ที่ส่วนใหญ่มันจะหมดอายุไล่ๆกันก็คือ ปั๊มน้ำ เมื่อรื้อเปลี่ยนสายพานแล้ว ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนปั๊มน้ำไปเลย ทุ่นค่าแรงไป จะได้ไม่ต้องเจอปัญหารถตัวร้อนอยู่กลางถนนขับไปดับเครื่องไปกว่าจะมาถึงอู่ ทั้งเหนื่อยทั้งร้อน ตรงนี้ก็เตรียมๆไว้สัก 1 หมื่นกว่าๆ

เมื่อซ่อมใหญ่ไปขนาดนี้แล้ว ที่เหลือ ก็น่าจะเป็นการเปลี่ยนอะไหล่ที่หมดอายุลงเรื่อยๆตามกาลเวลา ฉะนั้นเมื่อเลือกซื้อ จึงควรเลือกที่มีสภาพดีให้มากไว้สักหน่อย จะได้ยืดอายุการเสียเงินไปได้นานๆหน่อยๆ ระหว่างที่ขับมัน ใช้มัน ก็หมั่นจับสังเกตอาการผิดปกติ แล้วก็รีบหาหมอรักษาซะ จะได้ไม่ต้องถึงขั้นโคม่า ผ่าตัดใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่วิตกจริตซะจนเครียด เสียงนู่นนิดนี่หน่อย พาลจะระแวงไปหมด ขับรถไม่เป็นสุขอีก...ขอให้ประสบความสำเร็จกับการเลือกเนื้อคู่มือสอง นะคะ...



ตอนดูสีรถอะครับ โดย เนย [4 ม.ค. 2547 , 14:49:13 น.]

ไม่ควรเอามาจอดกลางแดดครับ เพราะว่าแดดที่จ้าเกินไป จะทำให้เรามองไม่เห็นรอยได้ครับ ให้จอดในร่มพร้อมกับไฟนีออนเยอะๆ เหมือนกับตามศูนย์คาร์แคร์ดีกว่าครับ จะเห็นริ้วรอย การซ่อมสี ความเรียบ และเนื้อสีได้ดีกว่าครับ

ความคิดเห็น โดย มิค - [4 ม.ค. 2547 , 15:58:01 น.]

แล้วพี่ๆมีร้านที่ไว้ใจได้บ้างไมครับที่จะเอา lantis1.8 ไปซ่อมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ว่าอยู่แถวไหนร้านอ่ะไรครับเวลาเสียจะได้ไม่ต้องไปเดินหาที่เซียนกงหรือที่อื่นๆครับ+กับต้องมานั่งสืบหาราคาของอีกว่าจะโดนหลอกกินค่าของ ที่แพงกว่าหรือค่าแรงอะไรแบบนี้ยังไงช่วยบอกที่ไว้ใจๆได้ แล้วเวลาซื้อรถค่าเช่าคนไปดูรถนี้แพงม่ะครับ เพราะผมดูไม่เป็นอ่ะ ถึงว่าจะอ่านแล้วก็ตามถ้าลองขับด้วยแล้วยิ่งสังเกตุไม่ออกแน่ๆเลย

ความคิดเห็น โดย เอื้อย [4 ม.ค. 2547 , 18:01:59 น.]

มือปืนเซียงกง เพื่อนเราที่นี่มีค่ะ ใช้บริการประจำ ดูของเป็น ไม่หลอกใครให้เสียลูกค้า แถมใจดี อีกต่างหาก

ความคิดเห็น โดย โอ๋ [4 ม.ค. 2547 , 21:53:20 น.]

อันนี้คือทั้งหมดที่เปลี่ยนหลังจากได้มา
เพลาขับซ้ายขวา 4500
rack พวงมาลัยซ้ายขวา 2400
ยางใหม่ 4 เส้น 15000
ยางลองแท่นเครื่อง 2 ตัว จำตำแหน่งไม่ได้ 1600
คาลิปเปอร์เบรค หลัง 1500 (มั้ง)
น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรค น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์
ท่อน้ำต่างๆ ที่เริ่มเปื่อย
ทั้งหมดเปลี่ยนหลังซื้อมา ใน 3 สัปดาห์ ใช่เงินร่วม 3+ หมื่น (หนักที่ยาง)
เริ่มต้นนับ 1 กันใหม่หมด

อ๋อ กระจกประตู ที่มีเสียงเกิดจากหลายสาเหตุ เป็นเรื่องเล็กน้อยที่กวนใจมาก ค่าซ่อมตั้งแต่ฟรี (เหมือนของผมที่สกรูบางตัวหลวม-จริงๆอาจคิดรวมไปกับ ข้างบนนี้แล้วก็ได้
ช่างเลยไม่คิดเงิน) ไปจนถึงรางประตุกระจก หรือบุช แตก ค่าซ่อมในระดับ ไม่กี่ร้อยบาทครับ

ทั้งหมดคือประสบการณ์ที่มีหลังจากตัดสินใจใช้ USED CAR เป็นค่าใช้จ่ายที่ยอมรับไว้ก่อนแล้วครับ
มีบางคนบอกว่า USED CAR นี่ดู BODY มาเป็นอันดับหนึ่งครับ เอาให้สวยที่สุด ที่เหลือ แก้ได้ไม่ยากเท่ากับแก้ที่ body ครับ
ของผมได้มา ก็เปลี่ยนบู๊ชคันเกียร์อย่างเดียวเองครับ อิอิ รวมค่าแรงแล้ว ก็ 800
โชคดีด้วยมั้งครับ